บทที่ 10 บทที่ 9 ยื้อ
บทที่ 9 ยื้อ
การลางานของเลขาสาวกินเวลาไปเกือบห้าวันเต็มไม่นับรวมเสาร์-อาทิตย์ กุณณกันต์มาทำงานแต่เช้าเช่นเคย และก็พบว่าอริษามาทำงานเช้ากว่าเขาเสียอีก เมื่อหญิงสาวหันมาเห็นเธอก็หยัดกายลุกขึ้นยกมือขึ้นไหว้และเดินมาเปิดประตูให้กับเจ้านายหนุ่มอย่างเช่นทุกที
ดวงตากลมโตไหววูบเล็กน้อยเมื่อพบว่าเจ้านายที่เคยทักทายเธอในทุกเช้า แต่มาวันนี้ไม่แม้แต่จะชายตาแลมอง หญิงสาวปิดประตูห้องทำงานของท่านประธานและเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานเช่นเคย
แน่นอนว่าอริษาสภาพไม่ต่างกับศพเดินได้ เธอควรนอน ควรพัก แต่จะให้เธอทิ้งงานไปเลยมันก็ไร้ความรับผิดชอบเกินไป เธอจึงต้องกลับมาเคลียร์...
“เดี๋ยวสักสิบโมงเข้าไปหาคุณกันต์ด้วยนะท่านคงมีหลายเรื่องอยากจะคุยกับริษา” น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเลขาอันดับหนึ่งทำให้อริษาร้อนขอบตา
“อย่าดีกว่าค่ะ คุณนันท์จัดการแทนริษาเลยค่ะ งานริษาเต็มโต๊ะ” หญิงสาวบอกปัดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่นันท์กลับมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เคยสดใสของอริษาบัดนี้มันแห้งผากจนคนที่มองอดห่วงไม่ได้
“งั้นเคลียร์งานให้เสร็จและเข้าไปหาท่านหน่อย” อริษาเม้มริมฝีปากและพยักหน้า อย่างไรเสียเธอก็คงหนีช่วงเวลานี้ไม่พ้นอยู่แล้ว
อริษาตั้งใจเคลียร์งานที่คั่งค้างให้เสร็จแต่มันก็ดูเหมือนว่ายิ่งพยายามเคลียร์เท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จไปสักอย่าง แฟ้มปึกหนาถูกวางลงบนโต๊ะทำงานเธออีกครั้ง
“ท่านบอกริษาใช้ฟอนต์เล็กไป และคำพูดกระดากไปนิดหนึ่ง”
“แก้ใหม่ริษา”
“แก้อีกทีตรงนี้ไม่โอเคเลย”
หากเป็นคนอื่นที่สั่งงานเธอซ้ำ ๆ แบบนี้อริษาคงคิดว่าเธอโดนกลั่นแกล้งเธอแน่ ๆ แต่นี่หญิงสาวไม่กล้าคิดเช่นนั้นเพราะไม่มีเหตุผลที่กุณณกันต์จะแกล้งเธอเลย
อริษากลืนน้ำลายเหนียวลงคอและยกสองมือขึ้นกุมศีรษะ เธอเหนื่อยล้ากับงานมากไปแล้วสำหรับวันนี้ และเมื่อนันท์เห็นอริษาทำท่าเช่นนั้นเขาก็เดินกลับเข้าไปในห้องทำงานเจ้านาย
“อริษาเข้ามาหาผมด่วน!” สิ้นเสียงที่ดังออกมาจากอินเตอร์คอม เลขาสาวก็เปิดลิ้นชักและหยัดกายลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องทำงานของประธานใหญ่ด้วยความร้าวรานภายในจิตใจ
ดวงตาคมเข้มกวาดตามองใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด แม้อริษาจะทาลิปสติกสีแดงสด หรือสวมใส่ชุดเดรสสีแดงเลือดนก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอดูสดชื่นหรือสดใสอย่างที่ควรจะเป็นสักนิด
กุณณกันต์กวาดตามองไปยังข้อความบนกระดาษเอสี่สีขาวที่อยู่ในมือ ข้อความในนั้นบรรยายสละสลวยตามสไตล์เลขามือดีที่มีวาทศิลป์ในการใช้คำ แต่อริษาคงลืมไปว่าวาทศิลป์พวกนั้นเขาเป็นคนสอนเธอเอง!!
“ริษาต้องกราบขอโทษที่ตัดสินใจแบบนี้นะคะ” ร่างบางไหล่ลู่ลงไม่ผึ่งผายมีความมั่นใจอย่างเช่นทุกครั้ง เสียงหวานที่เคยชัดถ้อยชัดคำมันสั่นเทาจนรู้ว่าตอนนี้คนพูดกำลังจะร้องไห้ออกมาแล้ว
“คุณไม่พอใจที่ผมให้พิมพ์งานใหม่หรือ?” กุณณกันต์ถามออกไปด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย และเมื่อเขานิ่งเช่นนี้เป็นอริษาเองที่ร้อนรน
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้นเลย เรื่องข้อความริษาพิมพ์ผิดเองค่ะ”
แน่นอนว่าข้อนั้นกุณณกันต์รู้ดีว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะลาออกเพราะเขาให้เธอพิมพ์งานใหม่! แต่เธอลาออกเพราะเหตุผลอื่น! เหตุผลที่เขาก็พึ่งจะรู้เมื่อสองวันก่อน!
“ริษาขออภัยจริง ๆ ค่ะคุณกันต์ ริษาคิดมาดีแล้วค่ะ” วันที่บนกระดาษเอสี่บ่งบอกว่ามันถูกเขียนล่วงหน้ามาสามวันก่อนหน้านี้แล้ว นั่นหมายความว่าอริษาตั้งใจที่จะมาลาออกในวันนี้!!
“ไว้ผมจะพิจารณาอีกครั้ง เชิญคุณออกไป” กุณณกันต์พยายามจะไม่ระเบิดความขุ่นข้องใจและเรื่องที่ได้รับรู้มาในตอนที่หญิงสาวกำลังเปราะบาง เขาพยายามอย่างมากและหมุนเก้าอี้หันหลังหนีอริษาในทันทีราวกับตัดบทไม่ยอมพูดคุย
“ริษาจะฝึกเด็กใหม่ให้ดีที่สุดจะถ่ายทอดวิชาทุกอย่างที่ริษารู้ไม่ให้ขาดตกบกพร่องสักนิดเดียว”
“ริษาจะไม่ปิดเครื่องและจะช่วยตอบเมลลูกค้าโดยไม่รับเงินเดือนจนกว่าน้องใหม่จะตัดสินใจอะไร ๆ ได้ค่ะ”
“คุณเป็นคนดีมากเกินไปนะริษา คุณดีจนผมอดจะสงสัยไม่ได้ว่าคุณดีแบบนี้กับบริษัททำไม?”
“..........” เมื่อได้ยินกุณณกันต์พูดเช่นนั้นอริษาก็พูดไม่ออกราวกับน้ำท่วมปาก
“ไม่รับเงินเดือน จะช่วยตอบเมลลูกค้า ดีแปลก ๆ ถ้าว่างขนาดนั้นคุณจะลาออกเพื่ออะไร?” เสียงกุณณกันต์เช้มขึ้นจนน่ากลัว
“คุณคิดว่าใครจะทนผมได้ถ้าไม่ใช่คุณ ใครจะมารู้ใจผมเท่าคุณ...อริษา” มือหนาตบโต๊ะทำงานเสียงดัง อริษากัดริมฝีปากกลั้นสะอื้น
“ริษาจะพยายามสุดความสามารถที่จะหาลูกน้องฝีมือดีให้คุณกันต์ค่ะ ขอให้คุณกันต์เชื่อใจริษา” คนรับฟังเหยียดยิ้ม ยัง...ยังไม่ยอมหยุดอีกอริษา!!
“หึ...เชื่อใจเหรอ ผมเชื่อใจคุณมาตลอดอยู่แล้ว คุณเป็นคนดี จริงใจไม่เคยโกหก กล้าได้กล้าเสีย และซื่อสัตย์อย่างที่สุด” อริษากระบอกตาร้อนผ่าว เธอกลั้นน้ำตาไม่ไหวอีกแล้ว
“ผมคิดว่าเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ปัญหาของคุณก็เหมือนปัญหาของผม แค่คุณบอกว่าคุณมีปัญหาอะไร อยากพักใช่ไหมผมจะให้คุณพักร้อน กี่เดือนดีล่ะริษา” กุณณกันต์หมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับคนที่ก้มหน้าลงต่ำไม่สบตาเขาเลย และเมื่อเห็นว่าเธอร้องไห้กุณณกันต์ก็อ่อนลงราวกับขี้ผึ้งรนไฟ
“ผมจะถามคุณครั้งสุดท้าย ผมพูดขนาดนี้แล้วคุณยังคิดจะลาออกอีกไหม?” อริษายกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตาและพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด
“ริษายืนยันว่าจะลาออกค่ะ”
